Hotel,  Restaurant,  travel story

เชียงใหม่ มีหมอก

เชียงใหม่ มีหมอก

ชอบหน้าฝนตรงที่ “ชุ่มฉ่ำ, เขียวชะอุ่ม, หมอกคลุมหลายพื้นที่” มันทำให้รู้สึกดีทุกทีที่ได้เห็นได้มอง การได้เดินทางมาท่องเที่ยวเชียงใหม่แต่ละครั้ง จะได้เห็น ได้สัมผัสสิ่งต่างๆได้อย่างไม่เคยซ้ำกันเลย แม้แต่สถานที่เดียวกัน มาต่างช่วงต่างฤดูก็ยังให้ความรู้สึกที่แตกต่างได้ และยังคงมีอีกหลายสถานที่รอให้ได้ไปสัมผัสด้วยตัวเองกันสักครั้ง

 

สำหรับทริปเชียงใหม่ครั้งนี้ จัดเบาๆ 3 วัน 2 คืน ไปแบบชิลๆ ตามลิสต์นี้เลยค่ะ

– พระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระนเศวรมหาราช กองพันพัฒนา ที่ 3

– ไร่ชาลุงเดช

– Café in Wild

– นอนทางเข้าม่อนแจ่ม

– ม่อนแจ่ม

– เฮือนขวัญข้าว

– อินทนนท์

– ลานนา ดุสิตา

 

วันที่ 1

เริ่มจากสนามบินสุวรรณภูมิ ไฟลท์ 06.30 น. ไปกับสายการบิน Bangkok Airways มาถึงก็ทำการเช็คอินได้เลยค่ะ มีทั้งเครื่องสำหรับเช็คอินด้วยตัวเอง และเค้าน์เตอร์สำหรับให้เจ้าหน้าที่พนักงานทำการเช็คอินให้ พร้อมทั้งสามารถโหลดสัมภาระใต้ท้องเครื่องได้ฟรีอีกคนละ 20 กิโลกรัม

 

จากนั้นเดินไปผ่านจุดตรวจ แล้วก็ได้เวลาเข้า เลาจน์ อันแสนสบาย

 

มีที่นั่งให้เลอกมากมาย และที่สำคัญคือ มุมของว่าง ข้าวต้มมัดในตำนาน กับของทานเล่นอีกหลายอย่าง โดยส่วนตัวแล้วมากี่ครั้งก็ยังคงติดใจเค้กกล้วยหอม อร่อยถูกปากมาก อีกอย่างหนึ่งคือ โกโก้ร้อน หรือถ้าใครชอบดื่มกาแฟ สามารถกดจากเครื่องนี้ได้อย่างสะดวกสบาย แต่อย่าจัดมาเยอะเกินไปนะคะอย่าลืมว่าเดี๋ยวจะมีอาหารบนเครื่องอีก

 

ได้เวลาขึ้นเครื่อง ตรงเวลาบอร์ดดิ้ง มานั่งตามหมายเลขที่นั่งที่มีระบุไว้ในบอร์ดดิ้งพาส แล้วก็ได้หนังสือ Fah Thai นี่แหละ อยู่เป็นเพื่อนกัน อ่านสนุกชมรูปสวยๆเพลินกันเลย (อยากมีโอกาสได้เขียนคอลั่มท่องเที่ยวเล็กๆลงในนี้บ้าง ต้องทำเช่นไร ^^”)

 

เครื่องออกได้ไม่นานนักก็มีเสียงประกาศการเสิร์ฟอาหารดังขึ้น สำหรับมื้อนี้ได้ทาน ข้าวผัดไข่กับไก่อบน้ำแดง พร้อมด้วยผลไม้สด อร่อยมากบอกเลย ทานเกลี้ยงทุกเม็ดทุกหยอดถ้าไม่เกรงใจนี่เลียไปแล้ว

 

มาถึงสนามบินเชียงใหม่ นัดรับรถเช่าตอน 08.00 น. ครั้งนี้มาตรงช่วงวันหยุดยาว รถเช่าเต็มหลายเจ้ามาก แต่โชคดีที่เชียงใหม่นั้นมีรถเช่าหลายบริษัท จะว่ามากที่สุดเลยก็น่าจะไม่ผิด และโชคดีของเรายิ่งกว่าที่เจอรถว่างจาก OMG Car Rent (รถเช่าเชียงใหม่ OMG Car Rent รถเช่าราคาถูกเชียงใหม่) ตอนที่โทรหาคุณมะเหมี่ยว 093-224-9990 แล้วได้รู้ว่ายังมีรถว่างอยู่คือดีใจที่สุดแล้ว เพราะโทรไปใกล้วันเดินทาง ครั้งนี้ได้รถใหม่ที่เพิ่งถอยออกมาได้แค่สัปดาห์เดียว ยาริสเอทีฟ เครื่อง 1.2 เป็นอีโค่คาร์ คิดว่าทริปนี้จะไม่ได้ขึ้นดอยสูงๆ ก็เป็นอันใช้ได้

 

หูย…. แค่ขับรถอยู่ในเมืองก็มองเห็นวิวภูเขากับหมอกขาวๆได้แล้วอะ นั่นคือ ดอยสุเทพ กับวิวเมือง ดูแจ่มมาก

 

พระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระนเศวรมหาราช กองพันพัฒนา ที่ 3

ระหว่างทางที่มุ่งหน้าไปทางถนนหมายเลข 107 หรือถนนโชตนา ออกมาจากตัวเมืองไม่นานจะได้เห็นวิวสวยๆที่พระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระนเศวรมหาราช กองพันพัฒนา ที่ 3 เป็นลานกว้างที่มีพระบรมรูปสมเด็จพระนเศวรมหาราช ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลาง และวิวด้านหลังเป็นภูเขา ซึ่งบางช่วงเวลาจะได้เห็นหมอกฟุ้งๆสวยมาก

 

จุดมุ่งหมายแรกของทริปนี้คือ “ไร่ชาลุงเดช” อยู่ที่ ตำบลเมืองก๋าย อำเภอแม่แตง เคยได้ยินชื่อมานาน เที่ยวเชียงใหม่ก็บ่อย เพิ่งจะใส่ไว้ในแพลนก็คราวนี้นี่แหละ อยากมามากไม่รู้ทำไม ได้มาสมใจสักที ฮ่าๆๆๆ มุ่งหน้าสู่อำเภอแม่แตงโดยใช้ถนนหมายเลข 107 เลี้ยวซ้ายเข้าทางเลี่ยงเมืองแม่มาลัย – ปาย (หมายเลข 1095) และเลี้ยวขวาเข้าถนนหมายเลข 3052 ระยะทางรวมประมาณ 65 กิโลเมตร ระหว่างทางสามารถชมวิวเพลินๆได้ยาวๆเลยล่ะ

 

ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 30 นาทีก็ถึง จอดรถไว้ด้านล่างแล้วเดินขึ้นเนินไป หรือถ้ารถกำลังดีจะขับขึ้นไปจอดด้านบนก็ได้เช่นกัน

 

เดินขึ้นมาเจอพะยูนเกยตื้น เอ้ย!!! น้องหมาสิ ^^”

 

ไร่ชาลุงเดชจะเป็นไร่ชาที่ลดหลั่นเป็นขั้นลงไปตามเนินเขากว้างพอประมาณ และมีร้านอาหารขนาด 3 ชั้น ไว้ให้บริการทั้งอาหาร เบเกอรี่ และเครื่องดื่ม มานั่งทานไปชมวิวสวยๆไปเพลินๆ อยู่กันได้แทบจะทั้งวัน

 

จากนั้นเดินทางไปกันต่อที่ Café in Wild โดยใช้เส้นทาง 3052 ซึ่งจะเป็นทางค่อนข้างคดเคี้ยวสักหน่อย แต่ไปไม่ยากค่ะ ระยะทางประมาณ 12 กิโลเมตร ผ่านเส้นทางที่เต็มไปด้วยต้นไม้เขียวชะอุ่มทั่วทั้งสองข้างทาง และข้ามสะพานผ่านแก่งกื้ดที่นักท่องเที่ยวนิยมไปล่องแก่งกันนั่นเอง

 

ใช้เวลาไม่นามนักก็มาถึง Café in Wild คาเฟ่ที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติป่าเขาลำเนาไพรโดยแท้ และติดกับลำน้ำแม่แตง สไตล์ทรอปปิคอลเบาๆสุดแสนจะลงตัวกับบรรยากาศดีๆรอบด้าน

สามารถมมองเห็นแพยางของนักท่องเที่ยวล่องแก่งผ่านมาให้ชมกันเป็นระยะๆ ราวกับว่ามีการแสดงให้ชมในระยะไม่ไกลนั่นเอง

 

พอเข้ามาถึงร้านก็ตรงมาที่ซุ้มเครื่องดื่มก่อนเลย มีเมนูให้เลือกดื่มเยอะมาก ที่ดูสะดุดตาก็เห็นจะเป็นอุปกรณ์การชงเครื่องดื่มแบบโบราณ รวมไปถึงการใช้เตาถ่านต้มน้ำร้อนแบบนี้

 

ตามมาดูหน้าตาเมนูกันต่อค่ะ ส่วนใหญ่เป็นอาหารไทยที่ทานง่าย ปนๆกับอาหารพื้นเมือง และรวมถึงอาหารแบบทรอปปิคอลๆอย่าง ข้าวอบสับปะรด

 

หรือจะมานั่งชิงช้าชมวิวลำน้ำแม่แตงชิลๆตรงนี้ก็ได้

 

เราชอบบรรยากาศโดยรอบของร้านนี้มาก หายใจได้อย่างเต็มปอดสูดอากาศบริสุทธิ์จากธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ ที่นั่งของร้านมีให้เลือกหลากหลายมุม โดยเน้นใช้เฟอร์นิเจอร์และการตกแต่งที่เข้ากับธรรมชาติเป็นอย่างมาก

 

มาดูอาหารและเครื่องดื่มตัวอย่างกันต่อเลยดีกว่า เริ่มจาก ชาเย็น ชาเขียว และน้ำแดงโซดา แต่ละเมนูได้รสกำลังดี ไม่หวานไป ไม่จืดไป มันอร่อยแบบพอดีมาก

 

ต่อด้วยอาหารจานแรก “กะเพราะหมูสับไข่ดาว” เมนูที่ดูเหมือนธรรมดาแต่ใช่ว่าใครก็ทำอร่อย จะดูว่าร้านไหนอร่อยหรือไม่อร่อยมันก็ต้องลองสั่งเมนูเบสิคแบบนี้! และผลคือ อร่อยมาก!!! ผัดกะเพรากลมกล่อมแบบไม่ต้องใช้น้ำปลาพริกเพิ่มเลย ทานกับข้าวสวยร้อนๆนี่ใช่มาก

 

ส้มตำปลาร้า จานนี้เหมาะกับคนที่ชอบทานรสชาติแบบกลางๆ ปลาร้าไม่เหม็นถือว่าผ่าน!! ลูกค้าของร้านไม่น้อยจะเป็นชาวต่างชาติ ดังนั้นจะไม่ทำรสชาติที่เผ็ดร้อนมากนัก แต่ถ้าอยากได้แซ่บซี้ดซ้าดก็สามารถแจ้งได้เช่นกันนะคะ

 

หมี่กะทิ เสิร์ฟมาในจานหน้าตาสวยงาม เส้นหมี่จับเป็นก้อนวางด้วยไข่เจียวซอย โรยด้วยต้นหอม มีแคบหมูกรุบกรอบที่ทอดกับใบเตยวางมาข้างๆ และผักสดแนมมาด้วยกัน กะทิปรุงเครื่องได้รสหวานมันเค็ม เมื่อทานทั้งหมดด้วยกันแล้วได้อรรถรสมาก

 

ข้าวอบสับปะรด จัดว่าเป็นซิกเนเจอร์อีกจาน ห้ามพลาดเพราะอร่อยมาก!! อร่อยจริงๆ

 

นอกจากลำน้ำที่ไหลผ่านแล้ว ยังมองเห็นวิวเขาเล็กๆที่อยู่ใกล้ๆ ยิ่งช่วงหน้าฝนไปจนถึงหน้าหนาวแล้วจะได้เห็นหมอกสีขาวจางๆ โรแมนติกมาก!!

 

Café in Wild

ที่อยู่ : 259/2 หมู่ที่ 1 ซอย ค่ายลูกเสือ ช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ เชียงใหม่ 50300

โทรศัพท์ : 063-324-2829

เวลา : 09.00 – 19.00 น.

เฟซบุ๊ก : cafe in wild


 

บ่ายแก่ๆ ขับรถวกกลับลงมาทางเดิมเพื่อไปทางม่อนแจ่ม หมอกลงมาเต็มมาก คลุ้งไปทั่วแทบตลอดทาง อากาศดี บรรยากาศดีมาก!! ชอบอะไรแบบนี้จังเลย

 

ทางเข้าม่อนแจ่ม วันนี้เราจะพักกันแถวนี้ค่ะ “รินรดา รีสอร์ท” เป็นรีสอร์ทขนาดค่อนข้างกว้าง มีห้องพักจำนวนมากและพื้นที่ใช้งานกว้างขวาง ที่สำคัญราคาไม่แพง ด้านหลังมีลำธารอยู่ใกล้ๆ และอยู่ท่ามกลางความเขียวชุ่มชื่นของหมู่มวลแมกไม้นานาชนิด

 

ภายในห้องพักมีห้องน้ำในตัว และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ พักผ่อนนอนหลับสาบายๆได้ทั้งคืน ถ้าเป็นช่วงหน้าหนาวไม่ต้องนอนเปิดแอร์เลยล่ะ แค่ช่วงหน้าฝนแบบนี้อากาศก็เย็นๆแล้ว

 

วันที่ 2

ตื่นมาพร้อมทานอาหรเช้า ไม่ใช่ไลน์บุฟเฟ่ต์ที่ให้ไปตักเอาเองนะคะ แต่จะเป็นเล่มเมนูให้เราเลือกสั่งแบบปรุงจานต่อจาน ก็จะได้ความสุกใหม่ ร้อนๆ สดๆ ที่สำคัญคือสั่งได้เรื่อยๆจนกว่าจะอิ่มนั่นแหละ ส่วนของเครื่องดื่มจะตั้งไว้ให้เดินไปกด ชง ชิม เสิร์ฟด้วยตัวเองได้ตามใจชอบ

 

หลังจากอิ่มมื้อเช้าแล้วก็แต่งตัวพร้อมออกเดินทางกันต่อ แน่นอนว่ามาพักแถวนี้ก็ต้องขึ้นม่อนแจ่มน่ะสิ โอ้ว ม่อนแจ่มครั้งที่ 4 ของเรา…. ไม่มีผิดหวังตามคาด มาเถอะ เชื่อเรา ไม่ว่าจะมากี่ครั้ง ม่อนแจ่มก็สวยและมีสเน่ห์ที่ต่างจากเดิมทุกที อย่างช่วงต้นหน้าฝนก็จะได้พบกับดอกเวอร์บีน่าสีม่วง บานสะพรั่งอยู่เต็มไปหมด สลับกับดอกไม้สีสันต่างๆนานาชนิด

 

สิ่งที่คู่กับม่อนแจ่มนอกจากดอกไม้ เสื้อผ้าม้งแม้ว ฟอร์มูล่าม้ง ก็เห็นจะเป็นน้องๆชาวม้งที่แต่งตัวครบเครื่องตามแบบชาวม้งมานั่งเล่นรอให้นักท่องเที่ยวเข้าไปถ่ายรูปคู่ให้เข้ากับบรรยากาศกัน

 

ที่สำคัญนะคะ ช่วงหน้าฝนแบบนี้จะเป็นช่วงที่มองเห็นทั้งทะเลหมอกและสายหมอกคละคลุ้งอยู่หลายมุมเลย สวยมาก

 

จากนั้นเราพากันลงล่าง ไปยังอำเภอจอมทอง มาเข้าที่พักคืนที่สองของพวกเรา “เฮือนขวัญข้าว” บ้านน้อยท่ามกลางนาข้าวและทิวเขาของดอยอินทนนท์ บรรยากาศเงียบสงบ มองเห็นท้องนาผืนกว้าง เหมาะสำหรับการมาพักผ่อนเป็นอย่างยิ่ง

 

เฮือนขวัญข้าว เฮือนของขวัญ เฮือนต้นข้าว แต่ละหลังมีความแต่งอย่างกันเล็กน้อย แต่ได้เห็นวิวสวยๆทุกหลังแน่นอน

 

เรามากัน 2 คน ได้พักที่ เฮือนต้นข้าว เป็นบ้านปูนเปลือยผสมไม้ ภายนอกดูเหมือนจะเป็นหลังเล็กๆที่ตั้งอยู่

 

อาหารเย็นมีให้เลือกแบบ ขันโตก ราคา 350 บาท ทานได้2คน มาเกินกว่า2คนสั่งเพิ่มได้ค่ะ หรือถ้าหากว่ากลัวทานไม่หมด เลือกสั่งทานน้อยๆเป็น ชุดข้าวเหนียวหมูทอด ผักต้ม 60-70 บาท ก็ได้เช่นกัน

 

ส่วนอาหารเช้าจะเ็นข้าวต้มหมูใส่เห็ด อร่อยมาก!! นั่งชมวิวนาข้าวและทิวเขาไป ทานข้ามต้มหมูร้อนๆไป ได้บรรยากาศสุดๆเลยล่ะค่ะ

 

นอกจากที่พักแล้ว ยังมีคาเฟ่น่ารักๆ ไว้คอยให้บริการทั้งเครื่องดื่ม และอาหารว่างอีกด้วยนะคะ บรรยากาศดีมาก แค่แวะมานั่งชิลที่คาเฟ่ก็ฟินแล้ว ภายในร้านดูโปร่งสบาย เต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่มากมาย มีแค็กตัสเยอะมาก!!! และแก้วดินเผาซึ่งเป็นฝีมือของคนที่ร้านเองด้วย

 

เฮือนขวัญข้าว

ที่อยู่ : 174 ถ.ข่วงเปา ต.ข่วงเปา อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ 50160

เบอร์โทร : 081-602-0221

เฟซบุ๊ก : เฮือนขวัญข้าว

 

วันที่ 3

หลังจากเช็คเอ๊าท์จากเฮือนขวัญข้าวแล้ว อารมณ์อยากไปซื้อผลไม้ที่ตลาดม้ง บนดอยอินทนนท์ก็บังเกิด ชวนกันเดี๋ยวนั้นเลย ขับรถเล่นกัน… ระหว่างทางขึ้นไปก็ขอแวะชมวิวนาขั้นบันไดที่บ้านแม่กลางหลวงสักหน่อย

 

แล้วก็มาถึงตลาดม้ง ทั้งผัก ผลไม้ ขนมขบเคี้ยว ชา มีวางขายเรียงกันเป็นสิบๆร้าน เดินเลือกกันได้ตามใจชอบค่ะ เพลินมากขอบอก เผลอไม่ได้นะ เผลอแป๊บๆหมดเป็นพัน ^^”

 

ถ้าใครมีเวลา แนะนำให้ขึ้นไปจนถึงยอดดอยนะคะ ตั้งแต่ช่วงฤดูฝนจนถึงฤดูหนาว หมอกจะมาเต็มมาก และแม้แต่ฤดูร้อนอากาศก็ยังเย็นสบาย

 

จากนั้นได้เวลาขับรถกลับเข้าเมือง เข้าที่พักของเราคืนนี้ คือ ลานนา ดุสิตา บูติค รีสอร์ท (รีวิวฉบับเต็ม : https://th.readme.me/p/19316) อยู่ติดกับแม่น้ำปิง บรรยากาศดี ร่มรื่นเพราะมีต้นไม้ใบหญ้าเขียวชะอุ่มอยู่ทั่วทั้งรีสอร์ท และมีความงดงามชวนให้หลงใหลตั้งแต่ประตูทางเข้า

 

และส่วนต่างๆภายในรีสอร์ทที่กว้างขวาง มีอาคารห้องพักมากถึง 3 อาคาร เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

 

บรรยากาศภายในห้องพัก เป็นล้านนาประยุกต์ ให้ความรู้สึกอบอุ่น และสบาย เตียงนอนที่สามารถเลือกได้ทั้งแบบเตียงเดี่ยวหรือเตียงคู่ ภายในห้องที่มีพื้นที่การใช้สอยกว้างขวาง ระเบียงที่ยื่นออกไป สามารถนั่งเล่นและชมวิวสวยๆได้

 

สระว่ายน้ำขนาดค่อนข้างใหญ่ สามารถลงเล่นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ อยู่ทางด้านในใกล้กับแม่น้ำปิง

 

เมนูอาหาร จะเป็นอาหารไทย และอาหารล้านนา รสชาติอร่อยใช้ได้ค่ะ

 

ส่วนอาหารเช้า จะเป็นบุฟเฟ่ต์ หลากหลายเมนูให้ตักทานกันได้เต็มที่ รสชาติอร่อยไม่แพ้กัน

 

วันที่ 4

ลงมานั่งทานอาหารเช้าพร้อมชมวิวรอบๆ บางจังหวะ จะได้เห็นเรือพาล่องแม่น้ำปิงผ่านไปมา ดูเข้ากับบรรยากาศริมน้ำแบบนี้มาก

 

ลานนา ดุสิตา บูติค รีสอร์ท

ที่อยู่ : 146 ถ.ป่าตัน ต.ป่าตัน อ.เมือง, ริมแม่น้ำเชียงใหม่, อำเภอเมืองเชียงใหม่, เชียงใหม่, ประเทศไทย, 50300

โทรศัพท์ : 053-110-345

เว็บไซต์ : http://www.lannadusita.com

เฟซบุ๊ก : ลานนา ดุสิตา

 

เช็คเอ๊าท์ แล้วก็กลับเข้าสนามบินกันค่ะ ขากลับก็ยังคงใช้บริการของสายการบิน Bangkok Airways เช่นเคย เป็นสายการบินฟูลเซอร์วิสที่จับต้องได้ ให้ความรู้สึกอบอุ่นตลอดเวลาตั้งแต่เค้าน์เตอร์เช็คอิน เล้านจ์ และระหว่างการเดินทาง เช็คอินเลือกที่นั่งเรียบร้อยแล้วก็เข้าไปนั่งเล่นใน Boutique Lounge ต่อได้เลย

 

ภายในเล้านจ์ นอกจากจะมีที่นั่งมากมายอยู่ในห้องที่กว้างขวางแล้ว ยังมีขนมนมเนยไว้ให้ทานกันแบบจัดเต็มอีกด้วย

 

เมื่อถึงเวลาขึ้นเครื่อง ได้เวลาโบกมือลาเชียงใหม่ แต่จะกลับมาอีกเร็วๆนี้แน่นอน มากี่ทีก็ไม่พอ

 

นั่งชมวิวท้องฟ้าและสายรุ้งไปเพลินๆ ไม่นานก็มีอาหารมาเสิร์ฟกันอีกแล้วจ้า

 


 

เที่ยวเชียงใหม่ ทริปอื่นๆ

– มนต์เมืองแจ่ม อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่

– หมู่บ้านแม่กำปอง อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่

– บ้านป่าบงเปียง (ช่วงเริ่มดำนา – ฟ้าสะท้อนน้ำ)

– บ้านป่าบงเปียง (ช่วงนาข้าวสีเขียว)

– น้ำพุร้อนสันกำแพง ต้มไข่ในน้ำแร่ แช่เท้าในน้ำอุ่น

– ม่านหมอกเชียงดาว โฮมสเตย์ หมู่บ้านนาเลาใหม่

– เที่ยวม่อนแจ่ม ค้างแรมที่ ม้ง ฮิลล์ไทรบ์ ลอดจ์

– เที่ยวเชียงใหม่ พักสบายๆที่ Cmor Hotel Chiang Mai by Andacura

– หนาวนี้ที่เมืองแกน ครั้งที่ 8

– Brique Hotel Chiangmai วิวธรรมชาติโดนใจ ในตัวเมือง

– นางพญาเสือโคร่ง เชียงใหม่

– สวัสดีเชียงใหม่ หนีร้อนมาพึ่งเย็น นอนเล่นที่ Wintree City Resort

– Chailai Grace ที่พักสไตล์อังกฤษคันทรี่ ใกล้ดอยหลวงเชียงดาว

– 14 จุดห้ามพลาด บนดอยอ่างขาง

ปิดความเห็น บน เชียงใหม่ มีหมอก