Hotel,  travel story

ภูชี้ฟ้า จ.เชียงราย ปลายหน้าฝน

ภูชี้ฟ้า จ.เชียงราย

ภูชี้ฟ้า อยู่ในพื้นที่ อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ  อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,628 เมตร ภูชี้ฟ้าเป็นภูเขาที่ไม่ได้มีชื่อเรียกว่า “ดอย” ตามภาษาท้องถิ่น แต่ใช้คำว่า “ภู” เพราะผู้ที่เข้ามาพบและตั้งชื่อให้นั้นเป็นคนต่างพื้นที่ ซึ่งแต่เดิมในสมัยก่อนพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นดินแดนของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์อีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย เมื่อลัทธิคอมมิวนิสต์สลายไป ที่นี่ก็มีผู้คนเริ่มเข้ามาชมความงดงามทางธรรมชาติมากขึ้น และมีชื่อเสียงในหมู่นักท่องเที่ยวเป็นวงกว้างมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากการมาชมวิวธรรมชาติในมุมสูงและกว้างไกลแล้ว ส่วนใหญ่ยังนิยมมาชมทะเลหมอกยามเช้าซึ่งนับว่าเป็นอีกสถานที่ซึ่งมีวิวทะเลหมอกที่สวยงามและมีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆของประเทศไทย

 

ภูชี้ฟ้า เป็นหนึ่งในยอดเขาที่อยู่ในเทือกเขาดอยผาหม่น มีหน้าผาเป็นแนวยาวยื่นไปทางฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ยอดภูชี้ฟ้ามีลักษณะเป็นผาที่มีแหลมทำมุม 45 องศา ยื่นขึ้นไปบนฟ้าอันเป็นที่มาของชื่อ ภูชี้ฟ้า ด้านบนมีพื้นที่ราบให้เดินเที่ยวชมประมาณ 1 กิโลเมตร ด้านหน้าเป็นหน้าผาสูงมองเห็นหมู่บ้านเชียงตองในประเทศลาว มีจุดชมวิวยอดนิยมอยู่ 2 จุด คือบริเวณ ยอดภูและบริเวณลานก่อนถึงยอดซึ่งจะเห็นภูเขาชี้ได้อย่างชัดเจน

 

 

 

ช่วงเวลาท่องเที่ยว

บนยอดภูชี้ฟ้ามีอากาศเย็นตลอด และจะหนาวเย็นมากในช่วงฤดูหนาว จึงสามารถมาเที่ยวชมได้ตลอดทั้งปี สามารถชมทะเลหมอกได้ตั้งแต่ช่วงเช้ามืดกระทั่งถึงช่วงสาย และเมื่อรอจนถึงช่วงกลางวันที่สายหมอกจางไปแล้วก็ยังสามารถชมวิวแม่น้ำโขงที่ไหลคดโค้งท่ามกลางป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์ของทางฝั่งลาวได้อีกด้วย โดยแต่ละช่วงจะมีความงดงามต่างกันออกไปเล็กน้อย ดังนี้

ธันวาคม – มกราคม : เป็นช่วงฤดูหนาว ทะเลหมอกลอยต่ำงดงามมาก และที่สำคัญคือเส้นทางขึ้นภูชี้ฟ้าจะผ่านป่าซากุระหรือต้นพญาเสือโคร่งบานดอกสีชมพูสวยงามมาก และหากมาในช่วงปีใหม่ จะได้ชมงานปีใหม่ที่ชาวม้งจะแต่งตัวครบองค์ประกอบทั้งชายและหญิง จุดเด่นของงานคือการโยนลูกช่วงหรือลูกหินระหว่างหนุ่ม-สาว

กุมภาพันธ์ – มีนาคม : ยังคงอยู่ในช่วงฤดูหนาว แต่บางวันหมอกอาจจะคละคลุ้งลอยขึ้นสูง และมีสิ่งที่งดงามไม่แพ้กันนั่นคือ จะเป็นช่วงที่ดอกเสี้ยว หรือดอกชงโคป่า บานดอกสีขาวสะพรั่งเป็นบริเวณกว้าง

เมษายน – กรกฎาคม : เข้าสู่ฤดูร้อนของประเทศไทย แต่อากาศด้านบนภูชี้ฟ้าก็ยังคงเย็นสบาย แม้ว่าทะเลหมอกอาจมีน้อยมากจนถึงไม่มีเลย แต่ก็ยังสามารถชมวิวทิวทัศน์ของป่าไม้และแม่น้ำโขงของฝั่งลาวได้ แต่เนื่องจากอากาศค่อนข้างแห้งอาจจะมีไฟป่าเกิดขึ้นได้

สิงหาคม – กันยายน : เข้าสู่ฤดูฝน ต้นไม้ใบหญ้าเริ่มกลับมาชะอุ่มอีกครั้ง อากาศด้านบนจะยังเย็นสบาย มีหมอกลอยสูงคละคลุ้งเต็มพื้นที่ และควรระมัดระวังการเดินขึ้นภูมากยิ่งขึ้นเนื่องจากทางเดินจะลื่น

ตุลาคม – พฤศจิกายน : เป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว มีความชุ่มชื่นเขียวชะอุ่มต่อเนื่องมาจากหน้าฝน และมีอากาศเย็นสบายไปจนถึงเริ่มหนาว อาจมีทากตัวน้อยๆออกมาเดินเล่นอยู่ประปราย หมอกเริ่มลอยต่ำ แต่บางวันอาจมีฝนซึ่งจะทำให้ทางลื่นและหมอกลอยสูง

 

ของฝาก

เนื่องจากพื้นที่บริเวณนี้เป็นที่อยู่อาศัยของชาวไทยภูเขา เผ่าม้ง ของฝากส่วนใหญ่จะเป็นข้าวของเครื่องใช้ของชาวไทยภูเขา เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า และรวมถึงขนมคบเขี้ยวต่างๆ มีจำหน่ายอยู่บริเวณลานจอดรถทางขึ้นภูทางที่ 2

การเดินทาง

รถยนต์และมอเตอร์ไซค์

ระยะทางรวมประมาณ 120 กิโลเมตร จากสนามบินเชียงราย ใช้เส้นทางถนนหมายเลข 5023 เข้า 1020 เพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่อำเภอเทิง จากนั้นตรงเข้าสู่ถนนหมายเลข 1021 และเบี่ยงซ้ายเข้าถนนหมายเลข 1155 และเบี้ยงขวาเข้าทางที่ไป “วนอุทยานน้ำตกภูซาง บ้านฮวก” ในถนนหมายเลข 1093 กระทั่งมาถึง 3 แยกใหญ่ก่อนขึ้นภูชี้ฟ้า ที่มีป้ายบอกทางไปรีสอร์ทและที่พักต่างๆเยอะๆ จากจุดนี้สามารถขึ้นภูชี้ฟ้าได้ 2 ทาง หากเป็นมอเตอร์ไซค์หรือรถเก๋งและรถยนต์ขับเคลื่อน 2 ล้อ แนะนำให้ไปทางขวา คือทางที่ไป วนอุทยานภูชี้ฟ้า หรือทางไปบ้านฮวก เส้นนี้ถนนลาดยางตลอด 4 กิโลเมตร จนถึงลานจอดรถ มีร้านค้าอยู่หลายร้าน มีที่จอดรถกว้างขวาง แล้วเดินต่อขึ้นไปยังยอดภูอีก 750 เมตร ส่วนอีกทางนั้นเป็นทางที่ไปบ้านผาตั้ง หรือดอยผาตั้ง หรือเรียกว่า “ทางขึ้นภูชี้ฟ้า บ้านร่มฟ้าทอง” ระยะทาง 4.7 กิโลเมตร ต่างกันเล็กน้อยแต่ประมาณ 1.9 กิโลเมตรหลัง ถนนจะค่อนข้างชันและลื่น ยิ่งช่วงที่ฝนตกถนนจะลื่นมาก แต่เมื่อถึงลานจอดรถแล้ว เดินต่อขึ้นไปยังยอดภูเพียง 400 เมตรเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ถ้าหากขับรถไปถึงที่พักแล้วไม่อยากขับขึ้นไปบนลานจอดรถของภูชี้ฟ้า ก็สามารถติดต่อหารถเช่า โดยถามได้จากที่พัก แล้วทางที่พักจะช่วยติดต่อหารถขึ้นภูชี้ฟ้าให้ได้ค่ะ

 

เส้นสีม่วง : ใช้เส้นทางเดียวกัน

เส้นสีน้ำเงิน : ไปทางวนอุทยานภูชี้ฟ้า หรือบ้านฮวก

เส้นสีชมพู : ไปทางบ้านผาตั้ง หรือบ้านร่มฟ้าทอง

เส้นจุดประ : ระยะทางที่ต้องเดิน

 

ขนส่งสาธารณะ

วิธีที่ 1 : ช่วงไฮซีซั่น ตุลาคม – กุมภาพันธ์

จากกรุงเทพฯ สามารถเดินทางโดยเครื่องบิน ไปลงที่ท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (สนามบินเชียงราย) แล้วนั่งแท็กซี่หน้าสนามบินไปยังสถานีขนส่งเชียงราย จะมีรถตู้ขึ้นไปที่ภูชี้ฟ้า มีวันละสองเที่ยว ขาไป 07.00 น., 12.30 น. และขากลับ 09.30 น., 15.00 น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง โดยรถตู้จะไปจอดบริเวณหมู่บ้านก่อนทางขึ้นภูชี้ฟ้า จุดที่ 2 (ทางวนอุทยานภูชี้ฟ้า หรือทางที่จะไปบ้านฮวก) จากนั้น สามารถต่อรถขึ้นภูไปอีกเที่ยวละ 30 บาท/คน ขึ้น-ลงก็จะอยู่ที่คนละ 60 บาทนั่นเอง

วิธีที่ 2 : ช่วงไฮซีซั่น ตุลาคม – กุมภาพันธ์

จากกรุงเทพฯ ขึ้นรถทัวร์ไปลงที่สถานีขนส่งเชียงรายแล้วใช้วิธีขึ้นรถตู้ต่อไปยังภูชี้ฟ้า เหมือนวิธีที่ 1

วิธีที่ 3 : ทั้งช่วงไฮซีซั่น และโลวซีซั่น

จากกรุงเทพฯ ขึ้นรถทัวร์ไปลงที่อำเภอเทิง หรือจากเชียงรายให้ขึ้นรถบัส สาย เชียงราย-เทิง-เชียงคำ ไปลงที่เทิง จะมีสองแถวขึ้นภูชี้ฟ้า แต่หากไม่เจอสองแถวโดยเฉพาะช่วงโลวซีซั่นจะหาสองแถวยากมาก ก็สามารถใช้บริการรถรับจ้างขึ้นภูชี้ฟ้าได้ ราคาแล้วแต่จะตกลงกันอยู่ที่ประมาณ 1,200 – 1,500 บาท

 


 

บันทึกการเดินทาง ภูชี้ฟ้า

จากสนามบินเชียงราย เช่ารถมอเตอร์ไซค์มุ่งหน้าไปทางอำเภอเทิงสู่ภูชี้ฟ้า ระยะทางรวม 120 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ระหว่างทางสามารถชมวิวทิวทัศน์ต้นไม้และทิวเขาสีเขียวๆตลอดสองข้างทาง

 

เข้าที่พักที่จองมา คือ “ภูชี้ฟ้าโฮมสเตย์ บ้านพระจันทร์” อยู่ถึงก่อนทางสามแยกไปภูชี้ฟ้าประมาณ 1 กิโลเมตร ที่พักบริเวณทางขึ้นภูชี้ฟ้ามีเยอะมากๆสามารถเลือกติดต่อกันได้ตามใจชอบ ราคาส่วนใหญ่จะคิดเป็นหัว หัวละ 500 บาท รวมอาหารเย็นและเช้า แต่การเดินทางมาช่วงโลวซีซั่นแบบนี้ บางที่พักจะปิดปรับปรุง ดังนั้นควรติดต่อก่อนมากันด้วยนะคะ ส่วนเราไม่เน้นอาหารแล้วเจอที่นี่ วิวดี ไม่ไกลมาก ยิ่งมีรถมาก็ไม่ต้องห่วงเลย

 

บ้านพัก

จะเป็นหลังๆ มีทั้งหมด 6 หลัง ช่วงไฮซีซั่น (ตุลาคม – กุมภาพันธ์) ราคาหลังละ 1,200 บาท รวมอาหารเช้า เป็นข้าวต้ม ขนมปัง กาแฟ / โลวซีซั่น ราคาหลังละ 500 บาทเท่านั้น แต่ไม่มีอาหารเช้าให้ วิวสวยมากมองเห็นทัศนียภาพย์กว้างไกล เปิดประตูหน้าบ้านออกมาก็ได้เห็นวิวสวยๆกันแล้ว

 

ภายในบ้าน เมื่อเปิดประตูเข้าไปจะพบกับเตาแก๊สที่มีกาน้ำร้อนตั้งอยู่ สามารถประกอบอาหารได้ (แต่ถ้าในช่วงโลวซีซั่นแบบนี้จะยังไม่มีแก๊สมาติดตั้งให้นะคะ) มีซิ้งค์ล้างจานด้วย

 

ในห้องน้ำมีเครื่องทำน้ำอุ่นระบบแก๊ส ไม่ต้องห่วงเรื่องความหนาวเย็นเลยค่ะ ได้อาบน้ำอุ่นๆสบายตัวกันอย่างแน่นอน และเตียงนอนอีก 2 เตียงแบบนี้ นอนสบายดีค่ะ ผ้าห่มหนา มีทีวี พัดลม โต๊ะเครื่องแป้งให้

 

ถ้าต้องการประกอบอาหาร ที่นี่ก็มีเตาให้ยืมใช้กันฟรีๆเลยนะคะ แค่ต้องซื้อถ่าน ถุงละ 50 บาท ถุงใหญ่มาก (ใช้ได้ 2 วันเลยนะ) มีตะแกรงสำหรับปิ้งย่างให้ หรือถ้าอยากกินหมูกระทะ ก็มีกระทะแบบนั้นให้ยืม พร้อมจาน ช้อน ได้ด้วย นะจะบอกให้

 

นอกจากบ้านพักแล้ว ที่นี่ยังมีให้บริการ อาหาร เครื่องดื่ม และรถขึ้นภูชี้ฟ้าด้วยนะคะ ขอบอกเพิ่มอีกนิดหนึ่งว่าเจ้าของและคนดูแลที่นี่ใจดีและเป็นกันเองมากค่ะ

สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ เบอร์ 081-980-4306 / 081-706-1137

เว็บไซต์ : http://www.phucheefahhomestay.com

เฟซบุ๊ก : https://www.facebook.com/PhuCheefahHomStay

 


 

เก็บของนอนพักกันก่อน พอตกเย็นก็ขึ้นไปชมวิวพระอาทิตย์ตกบนยอดภูกัน โดยใช้เส้นทางที่จะไปดอยผาตั้งเพื่อให้ได้เดินขึ้นระยะสั้นกว่าอีกทาง แต่ทางรถวิ่งขึ้นลงค่อนข้างลื่น ยิ่งถ้าเป็นช่วงเช้ามืด หรือค่ำ จะมีหมอกลง และถ้าหากฝนตกถนนก็จะยิ่งลื่นขึ้นไปอีกอีก

 

มาช่วงเย็นๆก็จะได้เห็นวิวสวยไปอีกแบบค่ะ มีหมอกน้อยๆแต่ได้เห็นวิวด้านล่างอย่างชัดเจน

 

ค่ำแล้วก็กลับเข้าที่พัก แวะซื้อของเพิ่มอีกเล็กน้อยเพื่อทำหมูกระทะกินกันในคืนนี้ ซึ่งซื้อวัตถุดิบต่างๆมาจากโลตัสในอำเภอเทิงแล้วเรียบร้อย อร่อย ชิล อิ่ม ดีทุกอย่าง ยิ่งดึกก็ยิ่งอากาศเย็นขึ้นเรื่อยๆ การนั่งกินหมูกระทะท่ามกลางอากาศเย็นๆจึงเป็นสิ่งที่ดีมากๆสำหรับเรา

 


 

ฝนตกกระหน่ำตั้งแต่ 6 โมง จึงรอฝนหยุดตกแล้วเปิดประตูออกมาชมวิว พบหมอกลอยคละคลุ้งอยู่บนทิวเขาที่มองเห็นได้จากบ้านพัก ได้เห็นวิวสวยๆแต่เช้าแบบนี้ มันสดชื่น…จริงๆนะ

 

เนื่องจากเมื่อวานทางที่ขึ้นภูค่อนข้างลื่น วันนี้จึงตัดสินใจใช้อีกเส้นทางหนึ่งกัน โดยมาถึงสามแยกแล้วเลี้ยวขวาไปขึ้นทางวนอุทยานภูชี้ฟ้า เส้นนี้เป็นถนนลาดยางอย่างดีตลอดทาง ขับขี่ได้สะดวกปลอดภัยกว่าเยอะเลย ลานจอดรถก็กว้างขวาง แต่ต้องเดินไกลกว่าเล็กน้อย ด้วยระยะทาง 750 เมตร ถือว่าไม่ไกลมาก

 

แต่มาช่วงฤดูฝนกระทั่งถึงปลายฝนต้นหนาว อาจจะได้เจอกับ หนอนหัวขวาน หรือ ทากหัวค้อน เป็นจำพวกเดียวกับพยาธิใบไม้ แต่ไม่เป็นอันตรายต่อคน หรือสิ่งมีชีวิตอื่น เนื่องจากไม่สามารถเข้าไปอาศัยอยู่ในกระแสเลือดได้ จึงไม่น่าวิตกกังวลต่อสัตว์ชนิดนี้ว่าจะไปก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตมนุษย์แต่อย่างใด แต่อาจจะมี “ทาก” แฝงอยู่ตามทางเดินบ้างประปรายค่ะ

 

เช้านี้หมอกหนามาก ลอยสูงคลุ้งไปทั่วเลย แต่สวยมาก อากาศเย็นสบายกำลังดี แม้ว่าจะขึ้นมาช่วง 8-9 โมงแล้วก็ยังมีหมอกลอยอยู่เต็มไปหมด

 

 

เดินขึ้นมาจนถึงลานด้านบนยอดภู จะพบกับป้ายภูชี้ฟ้าและเสาหลักแบ่งเขตแดน สามารถเดินเล่นได้ แต่ควรระมัดระวังการเดินไปใกล้บริเวณที่เป็นหน้าผา แม้ว่าจะมีราวเชือกกั้นไว้แล้วก็ตาม เพราะที่นี่เคยมีผู้ประสบอุบัติเหตุตกหน้าผาเสียชีวิตมาแล้ว

 

และที่เห็นว่าเป็นสีสันอีกอย่างของที่นี่ก็คือ พวกน้องๆชาวไทยภูเขาที่แต่งตัวสวยๆเป็นไกด์ตัวน้อยๆพานักท่องเที่ยวขึ้นมาชมวิว และทั้งเต้นทั้งร้องเพลงโชว์เรากันอยู่ตั้งแต่ทางขึ้นมาจนถึงด้านบนนี่แหละค่ะ

 

ก่อนกลับ เก็บภาพจากยอดภูลงไปอีกครั้ง สวยไม่แพ้กันเลยค่ะ สวยมาก เหมือนลอยอยู่เลย

 

มาชมภาพเคลื่อนไหวกันค่ะ

 

ระหว่างทางเดินขึ้น-ลง ยังได้เห็นดอกหญ้าหลากสีสัน ถ้ากลัวว่าจะเดินจนเหนื่อยก็ลองมองดูดอกไม้ใบหญ้าไปตามทางเรื่อยๆด้วยก็ช่วยทำให้เพลิดเพลินจนลืมเหนื่อยไปได้เหมือนกันนะคะ

 


 

เมื่อลงมาจากภูชี้ฟ้าแล้ว แวะทานข้าวกันที่ร้านใกล้ๆทางขึ้นนั่นเลยค่ะ วิวสวยดี ราคาไม่แพง รสชาติใช้ได้เลย

 

อย่างที่เราสั่งทานกันไป 2 จานนี้ รวมน้ำดื่มด้วย จ่ายไป 110 บาท

 

วิวที่สามารถมองเห็นได้จากร้านก็สวยมาก นั่งทานอาหารไปชมวิวไปได้อรรถรสสุดๆไปเลยค่ะ

 

จากนั้นมาแวะชมไร่กะหล่ำปลีที่อยู่ริมถนนกันต่อค่ะ ไร่กว้างมาก เรามาแวะช่วงที่ชาวบ้านกำลังตัดกะหล่ำกันอยู่พอดี เลยลองถามซื้อ ถามตอนแรกทราบมาว่ากิโลกรัมละ 10 บาท จะซื้อกี่หัวก็ได้ จึงขอซื้อมา 1 หัว คิดไว้ว่าจะนำกลับไปทำอาหารกินกันคืนนี้ด้วย ขอแค่หัวละโลก็พอ แต่ชาวบ้านใจดีมาก คัดหัวใหญ่ๆมาให้น้ำหนักตั้ง 2 กิโลกรัมแน่ะ!! แต่คิดเงินเราแค่ 10 บาทเอง แถมยังให้ลงไปถ่ายรูปได้ตามสบายอีกด้วย แต่ก็ด้วยความเกรงใจจึงเดินลงไปถ่ายมาแป๊บเดียว

 

 

 

ไร่บางช่วงนั้นเป็นเนินลาดชันลงไปราวกับแบคดรอปตามงานเลี้ยง ชันมากจนเราเองก็ยังสงสัยว่าเวลาปลูกและเวลาลงไปตัดเขาลงไปกันได้ยังไง นับถือจริงๆค่ะ

 

และสุดท้ายอีกคืนของเราที่นี่ ตกลงกันว่าจะกินหมูกระทะต่ออีก (ฮ่าๆๆๆ) จึงหาซื้อ หมู บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำจิ้ม ก็ได้ที่ร้านภูชี้ฟ้า ร้านขายของชำร้านใหญ่ เลยทางขึ้นภูชี้ฟ้าไปร้านจะอยู่ซ้ายมือ เป็นเจ้าของเดียวกันกับ ภูชี้ฟ้าโฮมสเตย์ นั่นเองค่ะ แต่วันนี้มาซื้อค่ำไปหน่อยจึงไม่มีหมูไก่ลูกชิ้นอะไรสักอย่างแล้ว เกือบจะถอดใจอยู่แล้ว จนกระทั่งมาลองแวะถามร้านอาหารที่แวะทานข้าวเมื่อตอนกลางวัน โชคดีที่พี่เจ้าของร้านแบ่งขายให้ แถมลูกชิ้นมาให้อีกครึ่งถุงด้วย!!! การมาภูชี้ฟ้าครั้งนี้ประทับใจสุดๆไปเลยค่ะ ทั้งวิวที่ได้เห็น ทั้งที่พัก ทั้งการได้กินหมูกระทะ และน้ำใจของคนที่นี่ จริงๆแล้วเรามาเป็นครั้งที่สองแล้วหลังจากมาครั้งแรกกับแม่และพี่สาวเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา และคิดว่าจะหาโอกาสมาเป็นครั้งที่สามอีกแน่นอนค่ะ ^^

 


 

ติดตามการเดินทางและข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเที่ยวครั้งต่อๆไปของ GowithAmp ได้ที่

Website : http://gowithampth.com

Facebook : https://www.facebook.com/gowithamp

Instagram : https://www.instagram.com/gowithamp

 

ปิดความเห็น บน ภูชี้ฟ้า จ.เชียงราย ปลายหน้าฝน